4 วิธีเลือก ขวดนมแบบไหนดี ที่จะเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด

ขวดนมแบบไหนดี เลือกแบบไหนดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

ขวดนมแบบไหนดี

ปัจจุบันมีขวดนมหลายยี่ห้อมากมายให้เลือกตามท้องตลาด จนคุณพ่อคุณแม่หลายคนมีความลังเลว่าจะเลือก ขวดนมแบบไหนดี ให้ลูกน้อย เพราะขวดนมคือสิ่งที่บรรจุอาหารที่ต้องเข้าสู่ร่างกายของลูก ถ้าเลือกไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็อาจเป็นอันตรายต่อลูกรักได้

วันนี้ Kidminute จะมาแชร์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเลือกขวดนมอย่างไร ให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจได้ ว่าลูกน้อยปลอดภัยจากสารเคมีและอันตรายอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน

เลือกขวดนมเด็กแบบไหนดี

สำหรับวิธีการเลือกขวดนมให้ลูกแบบฉบับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มี 4 ข้อที่ต้องรู้ และพลาดไม่ได้ ดังนี้

1.เลือกขนาดความจุของขวดนม

โดยปกติแล้วขวดนมจะมีขนาดบรรจุเริ่มที่ 2, 4, 8 และ 9 ออนซ์ค่ะ สำหรับการเลือกขนาดความจุของขวดนมก็ขึ้นอยู่กับปริมาณในการกินนมของลูกน้อย ซึ่งเด็กแรกเกิดมักกินนมต่อครั้งได้ที่ 1.5 – 2 ออนซ์ในช่วงเดือนแรก หรือบางคนไม่ถึง 1 เดือน จึงแนะนำให้ใช้ขวดขนาด 2 – 4 ออนซ์ค่ะ เพราะโดยปกติขวดนมไซส์นี้จะมาพร้อมกับจุกนมสำหรับเด็กแรกเกิด หรือจุกแบบหนึ่งหยดที่เหมาะกับเด็กที่ยังทานไม่ค่อยเป็น และกลืนช้า ส่วนขวดนมขนาด 8-9 ออนซ์ จะเหมาะกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย ประมาณ 1-3 เดือน หรือมากกว่า   

อ่านเพิ่มเติม : รีวิว 7 ขวดนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี ที่คุ้มค่าตอบโจทย์กับการใช้งานมากที่สุด

2.เลือกวัสดุผลิตขวดนม

วัสดุที่นำมาใช้ผลิตขวดนมสำหรับเด็ก ควรเป็นวัสดุที่ดีและปลอดภัย สำคัญอย่างยิ่งคือต้องผลิตโดยปราศจากสาร BPA ซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรมองหาขวดนมที่มีเครื่องหมาย BPA Free หรือ BPA 0% นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุที่แตกต่างกัน ที่จะมีความทนความร้อน และความทนทานที่ต่างกันด้วย ดังนี้

  • ผลิตจากวัสดุ Polypropylene (พลาสติก PP) พลาสติกมีลักษณะสีกึ่งโปร่งใส หรือสีขาวขุ่น ทนความร้อนได้ที่อุณหภูมิ -20 – 110 °C อายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา รวมถึงความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ 
  • ผลิตจากวัสดุ Polyethersulfone (พลาสติก PES) พลาสติกออกสีน้ำผึ้ง หรือสีชา ทนความร้อนได้ที่อุณหภูมิ -50 – 180 °C อายุการใช้งานเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ
  • ผลิตจากวัสดุ polyphenylsulfone (พลาสติก PPSU) ขวดนมสีน้ำตาลอ่อน หรือสีชา ทนอุณหภูมิได้ที่ -50 – 180 °C อายุการใช้งานเฉลี่ย 8 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาขวดนม
  • ขวดนมแก้ว ลดความเสี่ยงจากสาร BPA ในพลาสติกเมื่อถูกความร้อน ทนความร้อนได้ในอุณหภูมิที่สูงกว่า มีอายุการใช้งานไม่จำกัด แต่เป็นขวดนมที่เสี่ยงตกแตกง่าย มักมีน้ำหนักมาก ราคาแพงกว่า 

3.เลือกจุกนม

จุกนมมักผลิตจากวัสดุ 2 ชนิด ได้แก่ 

  • จุกนมยาง ทำจากยางพารา มักมีลักษณะเป็นสีออกน้ำตาล ทนความร้อนได้ถึง 100 °C อายุการใช้งานเฉลี่ย 3 เดือน แต่กรณีที่ผ่านความร้อนบ่อย อาจลดอายุการใช้งานเหลือเพียง 1 เดือน 
  •  จุกนมซิลิโคน มีลักษณะสีขาวใส ทนความร้อนได้มากกว่าที่ 120°C อายุการใช้งาน 2 – 6 เดือน ขึ้นกับการดูแลรักษา ความถี่ในการต้ม หรือนึ่งฆ่าเชื้อ

ไซส์จุกนมก็จะมีความแตกต่างและเหมาะกับเด็กในวัยที่ต่างกันค่ะ โดยเด็กแรกเกิด พ่อแม่ควรเลือกใช้จุกนมขนาด s หรือ ss ซึ่งเป็นไซส์ที่มีรูเล็ก เหมาะกับเด็กที่ดูดนมได้ช้าและน้อย เมื่อลูกน้อยโตขึ้น ก็ควรเลือกขนาดของจุกนมให้สัมพันธ์กับการกินของลูก ซึ่งไซส์จุกนมที่ใหญ่ขึ้นจะมีรูที่กว้างขึ้น ทำให้น้ำนมไหลเร็วและมากขึ้นเหมาะกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย 

4.ขวดนมป้องกันโคลิก

ปัจจุบันมีขวดนมช่วยป้องกัน อาการโคลิก ที่เป็นการงอแงในเด็กได้ด้วยนวัตกรรมการผลิตขวดนมป้องกันการเกิดก๊าชในกระเพราะอาหารขณะที่ลูกดื่มนม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เด็กปวดท้อง ไม่สบายท้อง และมีอาการร้องไห้ งอแงนั่นเองค่ะ 

ขวดนมช่วยป้องกันอาการโคลิกที่นิยมและเป็นที่ถูกอกถูกใจคุณพ่อคุณแม่ต้อง ขวดนม Mummom ที่มีจุกยางต่อกับสายยางทำให้ไม่มีลมเข้าเวลาดูด มีรูระบายอากาศ แบบเข้าทางเดียว ช่วยให้น้ำนมไหลสม่ำเสมอ และอีกคุณสมบัติในการออกแบบขวดนมให้มีลักษณะเหมือนเต้านมแม่ ฐานกว้างนมไม่รั่วไหลเลอะเทอะอีกด้วยค่ 

อ่านเพิ่มเติม :  โรคโคลิค ในเด็กทารก คืออะไร มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง คุณแม่ต้องรู้

เพียงทำตาม 4 วิธีการเลือกขวดนมให้ลูกเท่านี้ คุณพ่อคุณแม่ก็มั่นใจได้เลยว่าได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยแล้ว หวังว่าบทความเรื่องการเลือก ขวดนมแบบไหนดี ที่นำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่กันนะค้าาาาา 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Facebook Contact LINE Offical Account Contact